GBD : Mine Murder : L4
posted on 12 Oct 2006 22:48 by gbdetective in GBDตอนที่ 4
คนรับใช้หญิงวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้องนั่งเล่นส่วนซ้ายของบ้านที่สร้างขึ้นภายหลังเมื่อตอนต่อเติมบ้าน 4 ปีที่แล้ว ชายชราคนหนึ่งนั่งเหยียดขาอยู่บนเก้าอี้ไม้สัก ในมือถือหนังสือเก่า ๆ เล่มหนึ่งอ่านอย่างสบายอารมณ์
คุณผู้ชายคะ มากันครบแล้วค่ะ
ทั้งสี่คนน่ะรึ ชายชราเบี่ยงหนังสือมามองคนรับใช้หญิง แล้วคนอื่น ๆ ล่ะ เรียกมาหรือยัง
ค่ะ มากันครบหมดแล้ว
ตอนนี้อยู่กันที่ห้องรับแขกใช่มั้ย ให้ไปรวมกันที่ห้องประชุมแล้วกัน ดูเป็นทางการดี
ค่ะ...เอ่อ แล้วเพื่อนชายที่คุณหนูพินพามาเมื่อวาน จะให้เข้าร่วมประชุมด้วยหรือเปล่าคะ
ชายชราคิดครูหนึ่งก่อนตอบ ก็ได้ แล้วแต่พินเค้าล่ะ
ค่ะ คนรับใช้หญิงถอยเท้าแล้วหมุนตัวกลับอย่างช้า ๆ
เมื่อคนรับใช้หญิงเอ่ยถึงเพื่อนชายของพินนราผู้เป็นหลานสาว ชายชราจึงเริ่มไตร่ตรองอีกครั้งว่าหลานสาวพามาทำไมกัน เพราะเรื่องวันนี้หรือเปล่า ต้องการหักหน้าทุกคนโดยบอกว่ามีคนรักแล้วคือเพื่อนชายคนนั้นหรือเปล่า...
จริง ๆ แล้วเขาไม่จำเป็นต้องคิดให้เสียเวลา เพราะอีกไม่กี่นาทีเขาคงจะรู้...
ชายชราค่อย ๆ พยุงร่างตัวเองขึ้นยืน วางหนังสือลงบนพนักเก้าอี้แล้วเดินออกจากห้องนั่งเล่นออกไป
เด็กหนุ่มอายุราว 15 ปีวิ่งพรวดพราดออกมาจากห้องครัวที่เชื่อมสู่สนามหลังบ้าน เขาหยุดกึกเกือบชนปู่ของเขาที่กำลังเดินออกมาจากห้อง เหงื่อชุ่มใบหน้า..
อ้าว ภัทร มาพอดีเลยนะ เราก็ไปเข้าร่วมประชุมด้วยสิ
ประชุม...ประชุมอะไรหรือครับ
ก็ประชุมคัดเลือดเจ้าบ่าวของพี่พินไงล่ะ
เหรอครับ มากันแล้วเหรอครับ อยากเห็นหน้าจังว่าเป็นไงกันบ้าง
งั้นก็ไปสิ จูงปู่ไปล่ะกันนะ ปู่เดินไม่ค่อยไหวแล้ว เมื่อกี้นั่งท่าเดิมนาน ๆ
ก็คุณปู่แก่แล้วนี่ครับ แล้วยังชอบนั่งเก้าอี้ไม้แข็ง ๆ อีก บอกให้นั่งโซฟาก็ไม่เอา
ฮะ ๆ ก็เก้าอี้ไม้สักมันเย็นนี่นา
ภัทรนรินพาคุณปู่ของเขาเดินผ่านประตูหน้าบ้าน ไปสู่ทางเดินส่วนขวาของบ้าน ผ่านห้องรับแขก ห้องนั่งเล่นส่วนขวาซึ่งเป็นห้องนั่งเล่นเก่า ผ่านห้องหนังสือ ลิฟท์ขึ้นลงชั้นสอง จนถึงหน้าประตูห้องประชุมที่ติดกับลิฟท์ พื้นไม้ปาเก้นั้นมันวาวจนทำให้ชายชรานึกกลัวถ้ามีน้ำใสจนมองแทบไม่เห็นปะปน
คุณปู่เดินไปเองนะครับ ภัทรขอไปล้างหน้าเดี๋ยวมาครับ
ชายชรายิ้มให้กับความสดใสร่าเริงของภัทรนริน ถ้าเด็กคนนี้เป็นเชื้อสายโดยตรงก็คงดี และโตกว่านี้อีกหน่อย ผู้สืบทอดก็คงต้องเป็นภัทรนรินนี้แหละถึงจะเหมาะสม
เอาล่ะ...ชายชราสูดลมหายใจเข้าปอดแรง ๆ หนึ่งครั้ง มองประตูห้องประชุมที่อยู่เบื้องหน้า
ฉันคือ กอบกิจ แร่กอบกิจ ผู้บุกเบิกเหมืองแร่ของตระกูลแร่กอบกิจแห่งนี้ ต้องพูดอย่างนี้ใช่มั้ย
ชายชราผลักประตูไม้สักอันหนังอึ้งสองด้านเปิดออย่างเกรงขาม...
โต๊ะประชุมที่ค่อนข้างใหญ่นั้นรองรับผู้ร่วมประชุมได้ถึง 12 คน บัดนี้เหลือที่ว่างเพียงแค่ 3 ที่เท่านั้น คือเก้าอี้ด้านขวาหลังสุดหนึ่งตัว เก้าอี้ด้านตรงข้ามหนึ่งตัว และเก้าอี้ประจำตำแหน่งด้านหน้าที่เป็นของชายชราอีกหนึ่งตัว เก้าอี้ทั้ง 9 ตัวที่มีคนนั่งนั้นประกอบไปด้วย
ด้านขวา
คนแรก นาวิน สุวรรณสกุล อายุ 30 ปี
คนที่สอง ธานี ทัดเทียม อายุ 22 ปี
คนที่สาม กันยศ นาวาสกุล อายุ 28 ปี
คนที่สี่ พินัย พิพัฒน์ไพศาล อายุ 25 ปี
ด้านซ้าย
คนแรก พินนรา แร่กอบกิจ อายุ 21 ปี ลูกสาวคนเดียวของภมรกับรวงทอง หลานสาวของกอบกิจ
คนที่สอง ภมร แร่กอบกิจ อายุ 45 ปี ลูกชายคนรองของกอบกิจ
คนที่สาม ภาคินา แร่กอบกิจ อายุ 44 ปี ลูกสาวคนที่สามของกอบกิจ
คนที่สี่ ภาคินี แร่กอบกิจ อายุ 40 ปี ลูกสาวคนที่สี่ของกอบกิจ
คนที่ห้า ภูมิ แร่กอบกิจ อายุ 38 ปี ลูกชายคนเดียวของกอบกิจกับภรรยาคนที่สอง
ขาดผู้เข้าร่วมประชุมอีก 3 คน คือ
รวงทอง แร่กอบกิจ อายุ 44 ปี ภรรยาของภมร
นริน แร่กอบกิจ อายุ 35 ปี ภรรยาของภูมิ
พานนรัต แร่กอบกิจ อายุ 25 ปี ลูกชายคนโตของภมร
ทั้งหมด 9 คนที่นั่งอยู่ที่นี่ และกำลังจ้องผู้ที่เปิดประตูเข้ามาในห้องประชุม
ชายชราทำสีหน้าเรียบเฉย แต่น่าเกรงขาม มองไปยังสี่คนผู้มาเยือนไล่ไปทีละคน นาวิน ธานี กันยศ พินัย...ไม่เหมือนกันสักคนเดียว ทั้งท่าทางและการแต่งตัว
นาวิน ผู้เป็นผู้ดูแลโรงเรียนในโรงเรียนแห่งหนึ่ง พยายามที่จะแต่งตัวให้ดูดี แต่ก็ยังคงมองเห็นถึงความซอมซ่อ ใบหน้ามีริ้วรอยของคนวัย 30 และคนที่ตรากตรำทำงาน ไม่เคยได้อยู่สุขสบาย เขาถือย่ามเก่า ๆ ใบหนึ่งที่คงเต็มไปด้วยเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัว นี่กอบกิจเลือกคน ๆ นี้เข้ามาอย่างนั้นรึ
กอบกิจย้อนนึกไปเมื่อตอนนี้เขาคัดเลือกจดหมายจากหลายฉบับ...จริงสิ คงเป็นแนวคิดและการดำเนินชีวิตที่ตรงใจเขามากที่สุดคนหนึ่ง เป็นคนที่น่าจะดูแลพินนราและดูแลเหมืองแร่ได้ไปทั้งชีวิต
ตอนนี้โรงเรียนที่เขาดูแลกำลังมีปัญหาอยู่นี่นา..ขาดรายได้เพราะนักเรียนยากจน
คนที่สอง ธานี...กอบกิจมองข้างธานีไป เพราะเขารู้นิสัยใจคอของเด็กหนุ่มคนนี้ดีพออยู่แล้ว
คนถัดไปคือกันยศ นักธรณีวิทยา ผู้ซึ่งมีความรู้และเชี่ยวชาญในงานวิจัยมากมาย ทำงานอยู่ในห้องปฏิบัติการมาตลอด ไม่ค่อยได้ออกภาคสนามมากนัก เขาคนนี้มีดีอะไรนะ
ในจดหมายของกันยศคนนี้เขียนเอาไว้ได้อย่างน่าชื่นชม คงเป็นเผ่านการเขียนงานวิจัยมามาก ทุกอย่างจึงดูมีเหตุมีผลไปหมด คนที่เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแบบนี้สิ ถึงคู่ควรจะมาดูแลเหมืองแร่และพินนรา
คนสุดท้ายคือพินัย ผู้กำลังจะได้รับสืบทอดมรดกเหมืองแร่ทั้งหมดที่จังหวัดกาญจนบุรีจากพ่อของเขา หนุ่มไฟแรงผู้มีอนาคตไกล ฐานะมั่นคง และทัศนวิสัยเกี่ยวกับเหมืองแร่ตรงกับกอบกิจมากที่สุด
ในจดหมาย พินัยได้เขียนถึงทัศนวิสัยของเขาไว้อย่างชัดเจน...เหมืองแร่จะเป็นเหมืองแร่ได้ ไม่ใช้แค่มีเหมืองก็เป็นได้ แต่ต้องมีผู้ขุดแร่ ผู้ร่อนแร่ ผู้คุมเหมือง และผู้ดูแลความปลอดภัย หากขาดคนใดไป ก็ถือว่าเหมืองนั้นไม่ประสบความสำเร็จ ไม่สมควรเรียกว่าเหมือง...เป็นที่น่าชื่นชมจริง ๆ
ชายชรานั่งลงโดยมีพินนราลุกขึ้นเลื่อนเก้าอี้ให้
แล้วเพื่อนที่มาด้วยกันล่ะ เขากระซิบถาม
พินนราเลื่อนเก้าอี้กลับ ชายชรานั่งลง พินคิดว่าเขาไม่ควรเข้าน่ะค่ะ ก็เลย..
ไม่เห็นเป็นไรเลย ไม่ใช่คนนอกอะไรหรอก ถ้าเป็นคนนอกล่ะก็ สี่คนที่นั่งอยู่ตรงนี้ก็ใช่
ค่ะ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวพินจะไปตามเขา
ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวภัทรเข้ามา ฝากให้ภัทรไปตามดีกว่า
ภัทรนรินเข้ามาพอดี กอบกิจจึงเรียกมากระซิบข้างหู จากนั้นภัทรนรินก็เดินออกไป
ท่ามกลางความเงียบและความสงสัยว่าชายชราผู้เป็นเจ้าของบ้านกำลังทำอะไร ชายชราก็เอ่ยขึ้นด้วยเสียงอันดัง
ฉันคือ กอบกิจ แร่กอบกิจ ผู้บุกเบิกเหมืองแร่ของตระกูลแร่กอบกิจแห่งนี้
ทั้งสี่คนทางด้านขวาไหว้เขา เริ่มจากธานีคนแรก แล้วคนอื่นทำตาม
เอาล่ะ เธอทั้งสี่คนที่เป็นผู้ถูกคัดเลือกจากร้อยกว่าคน ช่วยแนะนำตัวหน่อยสิ เริ่มจากเธอคนแรก กอบกิจชี้ไปทางคนแรกของด้านขวา
ครับ...ผม นาวิน สุวรรณกุล อายุ 30 ปี เป็นผู้ดูแลโรงเรียนไร่แก้ว ในตำบลไร่แก้วครับ
ผม ธานี ทัดเทียม อายุ 22 ปี อาชีพขุดเหมืองแร่ที่นี่ครับ
กอบกิจยิ้มให้ธานีนิดหนึ่งด้วยความเอ็นดู
ผม กันยศ นาวินสกุล อายุ 28 ปี เป็นนักธรณีวิทยาครับ
ผม พินัย พิพัฒน์ไพศาล อายุ 25 ปี เจ้าของเหมือแร่เล็ก ๆ ที่จังหวัดกาญจนบุรีครับ
ธานีหันไปมองพินัยทันควันโดยไม่ทันได้สนใจคนอื่น มือปัดแก้วน้ำพลิก น้ำหกเต็มโต๊ะ
อ๊ะ ขอโทษครับ
ไม่เป็นไร เดี๋ยวเรียกแม่บ้านมาเช็ดให้ กอบกิจมองธานีอย่างไม่ถือสา
ธานีดึงมือทั้งสองข้างมาวางบนตักของตัวเอง มือกำแน่นเกร็ง รู้สึกไม่มั่นใจขึ้นมาทันที
ภัทรนรินเปิดประตูเข้ามาพร้อมกับเพื่อนชายของพินนราพอดี
ภัทร ไปตามใครก็ได้มาเช็ดโต๊ะที
ภัทรนรินมองไปที่โต๊ะ เห็นแก้วน้ำที่ว่างเปล่าและน้ำที่หกบนโต๊ะตรงหน้าธานี พี่ธานี...
ไอคิวยืนเก้ๆ กัง ๆ อยู่หลังภัทรนริน พอภัทรนรินเปิดประตูออกไปก็เหลือเขาคนเดียวที่ยืนเป็นเป้าสายตา ไอคิวปรายตามองผู้ชายที่นั่งทางด้านขวาแล้วขยับสายตามาทางต้นโต๊ะทางซ้าย...มองพินนราที่กำลังมองมาที่เขา ดวงตาขุ่นมัวด้วยความว้าวุ่นใจ
พินนราลุกขึ้นแล้วพาไอคิวไปนั่งเก้าอี้ที่เหลืออยู่ทางด้านตรงข้ามกอบกิจ ไอคิวมองเก้าอี้ตัวใกล้เข้าที่ติดกับพินัยที่ว่างอยู่ เขาอยากนั่งตรงนั้นมากกว่า เพราะตรงนี้มันอยู่ตรงกับสายตาของกอบกิจพอดี
กอบกิจมองมาที่เขาและยิ้มให้อย่างเป็นมิตร ก่อนที่จะลุกขึ้นยืนและเดินไปที่ตู้สูงหนึ่งเมตรที่วางชิดมุมห้องด้านซ้ายเปิดลิ้นชักที่อยู่แนวเดียวกับเอวออกหยิบของจำนวนสี่ชิ้นออกมาและเอามาวางไว้ที่โต๊ะด้านหน้า
ภัทรนรินเข้ามาพอดีพร้อมกับคนรับใช้ที่เดินตามเข้ามาและตรงไปเช็ดโต๊ะ ก่อนที่จะเดินไปนั่งเก้าอี้ที่เหลือข้างพินัย ภัทรนรินเหลือบมองสิ่งที่ปู่ของเขาเอามาวางบนโต๊ะ
นั่นคือศิลาประดิษฐ์ที่ภูมิน ลูกชายคนแรกที่ตายไปทำขึ้นเอาไว้...
ที่ทุกคนเห็นก็คือศิลาประดิษฐ์ที่จะเป็นเครื่องมือในการค้นหาแหล่งแร่ของทุกคน กอบกิจหยิบศิลาทั้งสี่ชิ้นมาวางซ้อนกันบนฝ่ามือ แล้วเดินนำไปวางให้บุคคลทั้งสี่คนพลางอธิบาย
บนศิลานี้จะมีโคลงปริศนาที่ทุกคนต้องไขและแผนที่คร่าว ๆ ของหมู่บ้าน คุณจะใช้อะไรก่อนก็ได้ ไม่มีลำดับในการใช้ ไม่มีการทดสอบใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะสิ่งที่อยู่บนศิลาประดิษฐ์นี้ ถือเป็นการทดสอบที่ดีแล้ว
กอบกิจมาหยุดยืนอยู่ด้านหลังไอคิว ไอคิวทำท่าเหลือบมองขึ้นข้างบนหวังจะเห็นชายชรา
กติกาง่าย ๆ ...ใช้ศิลานี้หาแหล่งแร่แหล่งใหม่ให้เจอ
พินัยมองศิลาในมือ มีคำใบ้มั้ยครับ
ที่คุณถืออยู่นั่นแหละคือคำใบ้ทั้งหมด เป็นสิ่งเดียวที่ลูกชายของฉันทิ้งไว้ให้ก่อนตาย
ขอโทษนะครับ กันยศยกมือขึ้น ลูกชายของคุณ เสียชีวิตที่ไหนหรือครับ
กอบกิจเอามือกุมหน้าอกด้านซ้ายของตัวเองทันที ลิ้นหัวใจของเขาคงตีบตันชั่วขณะ คนรับใช้เห็นดังนั้นจึงรีบเข้าไปประคอง
ขอโทษครับ ผมไม่ควรจะถามแบบนั้นเลย
ไม่เป็นไร เธอมีสิทธิ์ถาม แต่ถึงจะรู้คำตอบไป มันก็ไม่ช่วยให้เธอรู้แหล่งแร่หรอกนะ เพราะลูกชายของฉันลอยมากับน้ำ จึงไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วเขาตายที่ไหนกันแน่
ลอยมากับน้ำงั้นหรือ...ไอคิวมองพินนราที่กำลังก้มหน้า
เอ่อ แล้วเรื่องที่... นาวินเอ่ยขึ้นอย่างประหม่า เพราะมีสายตาของคนในตระกูลแร่กอบกิจเบื้องหน้าเขาหลายคนจ้องมอง จะยกลูกสาวให้ นั่นเป็นความจริงหรือเปล่าครับ
พินนราเงยหน้าขึ้นมองผู้ถามทันที แต่แล้วก็เบี่ยงสายตาไปทางกอบกิจผู้เป็นปู่
เป็นความจริง..
หัวใจของพินนราเต้นเร็วถี่ แม้จะรู้อยู่แล้วว่าคำตอบของคุณปู่ต้องเป็นแบบนี้
ที่จริงแล้วฉันน่าจะพูดทีเดียวให้เข้าใจชัดแจ่มแจ้ง กอบกิจเดินมาหยุดที่เก้าอี้ของตัวเอง ใครก็ตามที่ค้นพบแร่แหล่งใหม่และพิสูจน์ได้ว่ามีแร่อยู่จริง จะได้แต่งงานกับหลานสาวพินนราของฉันและต้องใช้นามสกุลแร่กอบกิจ กลายเป็นคนในตระกูลแร่กอบกิจโดยสมบูรณ์
ไอคิวมองกอบกิจอย่างหวาดหวั่น...คำพูดของพินนราที่พูดกับเขาเมื่อตอนอยู่ที่บ้านมันจะเป็นจริงหรือไม่
มีเพียงธานีเท่านั้นที่เลือกที่จะไม่พูดหรือถามอะไรทั้งสิ้น
ถ้าอย่างนั้น.. ภูมิ แร่กอบกิจ ลูกชายคนเดียวของกอบกิจกับภรรยาคนที่สองเอ่ยขึ้น ก็หมายความว่าคนใดคนหนึ่งในสี่คนนี้ จะได้เป็นทายาทผู้ซึ่งได้รับมรดกของแร่กอบกิจหรือครับ
กอบกิจมองภูมิด้วยสายตาตำหนิ เธอคิดถูกแล้ว
ภูมิกำมือแน่นบนตักของตน ไอคิวที่อยู่ใกล้มองเห็นได้...
ไอคิวรู้สึกเย็นวาบแทนพินนราขึ้นมาทันที ความไม่ลงรอยกันของคนในตระกูลแร่กอบกิจเริ่มเผยให้เห็น บางที...นี่อาจจะเป็นเหตุผลกลอุบายหนึ่งของกอบกิจหรือเปล่าที่ต้องการไม่ให้เกิดการแย่งชิงมรดกกันในระหว่างคนในตระกูล
ไม่ว่าจะเป็นใครในตระกูลที่สมควรจะได้รับมรดกตามกฏหมายล้วนไม่มีประสิทธิภาพในการดำรงกิจการของตระกูลแร่กอบกิจ รังแต่จะทำให้กิจการค่อย ๆ ล่มสลาย สู้เอาคนนอกที่มีประสิทธิภาพมากกว่ามาช่วยกู้ให้กิจการดีขึ้น ถึงแม้จะเสี่ยงอยู่บ้างต่อการคิดฉ้อโก้ง แต่ก็น่าจะรับมือไหว...
กอบกิจคงคิดอย่างนั้น...ใช่หรือเปล่า
ไอคิวมองบุคคลที่นั่งอยู่ทางด้านซ้าย สายตาที่มองกอบกิจนั้น เป็นสายตาที่จริงใจหรือจอมปลอมกันแน่..