GBD : Mine Murder : L10
posted on 23 Oct 2006 22:35 by gbdetective in GBDตอนที่ 10
“ฉันจะต้องตายน่ะรึ ใครบอกเธอแบบนั้น” กอบกิจขับเสียงเข้มดุดัน
ไอคิวถึงกับเกรงกลัวเสียงนั้น บอกออกไปอย่างลืมตัว “พินครับ พินเป็นคนบอก”
“พินน่ะรึ พินไปเอาความคิดเหลวไหลแบบนี้มาจากไหนกัน”
“เธอกลัวว่าคุณปู่อาจจะตกเป็นเป้าหมายของคนทั้งสี่ที่ต้องการจะแย่งสมบัติ โดยการลอบทำร้ายคุณปู่ แล้วทำลายพินัยกรรมที่คุณปู่อาจเขียนเอาไว้”
กอบกิจนิ่งเงียบ ครุ่นคิดในคำพูดของไอคิว “แล้วเหมืองทั้งหมดรวมทั้งทรัพย์สมบัติก็จะตกเป็นของคน ๆ นั้นอย่างถูกต้องตามกฏหมายงั้นรึ”
“ครับ เพราะว่าในเงื่อนไขบอกว่าคนที่ชนะจะต้องเปลี่ยนมาใช้นามสกุลแร่กอบกิจ กลายเป็นคนของแร่กอบกิจ และเนื่องจากความบกพร่องรวมทั้งฐานะของผู้ชายในบ้านแร่กอบกิจแล้ว มีเขาเพียงคนเดียวที่สมควรได้รับมรดกทั้งหมดอย่างถูกต้องตามฏหมาย”
“เฮ้อ...ช่างคิดจริง ๆ นะ พินหลานของฉัน” กอบกิจถอนหายใจยาว “แต่ฉันก็ไม่รู้สึกกลัวหรอกนะ เพราะถึงฉันจะตายไปจริง ๆ ยังไงพินัยกรรมของฉันก็ไม่มีทางถูกค้นพบได้อย่าง่าย ๆ หรอก”
แววตาเจ้าเล่ห์ของกอบกิจส่งมาที่ไอคิว ไอคิวรู้ในทันทีในความหมาย
“คุณปู่หมายความว่า ได้ทำปริศนาขึ้นเอาไว้ตามหาพินัยกรรมหรือครับ”
“แน่นอนอยู่แล้ว แรงบันดาลใจก็มาจากลูกชายคนโตที่ทำปริศนาศิลาประดิษฐ์นี่แหละ”
ไอคิวอดยิ้มขำไม่ได้ ครอบครัวนี้คงชอบปริศนาเอามาก ๆ
“เธออยากเห็นปริศนาของฉันมั้ยล่ะ”
“อะไรนะครับ” ไอคิวร้อง นี่เขาต้องมารวมเล่นเกมไขปริศนาอีกอันหรือนี่
“ปริศนาของฉันไง มันอยู่ตรงนั้น” กอบกิจชี้ไปยังตู้โชว์สูง1 เมตรทางด้านซ้าย ตู้นั้นกินพื้นที่ทั้งด้านของห้อง บนหลังตู้มีของรูปร่างประหลาดวางอยู่อย่างมั่นคงรวมกันของโชว์อื่น ๆ
ของชิ้นที่หนึ่งมีลักษณะเป็นทรงกลมสลักด้วยลวดลายมังกร ส่วนบนถูกทำให้เว้าลึกกลวงเข้าไปภายในเป็นช่วงว่างลักษณะทรงกลมเช่นกัน ภายในช่องว่างทรงกลมนั้น มีลูกเหล็กอยู่ข้างใน ด้านฐานของทรงกลมนี้มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมให้สามารถตั้งทรงกลมนี้ได้อย่างไม่โอนเอน
ของชิ้นที่สองถูกทำให้รับกับของชิ้นแรก รูปทรงคล้ายนาฬิกาทราย ด้านหนึ่งเรียบเป็นฐาน อีกด้านหนึ่งโค้งเว้าให้รับกับของชิ้นแรกที่เป็นทรงกลมได้ ภายในตรงกลางของของชิ้นที่สองมีลักษณะคล้ายนาฬิกาทรายนี้ถูกทำเป็นช่องว่างทรงกระบอกและมีลูกแก้วที่กลิ้งขึ้นลงได้เมื่อพลิกมัน


“อะไรน่ะครับ” ไอคิวมองมันอย่างขยาดเล็กน้อยเมื่อรู้ว่าสองสิ่งนี้จะทำให้ชีวิตเขาปั่นป่วน
“มันคือตราประทับประจำตระกูลน่ะ” กอบกิจหยิบของชิ้นแรกขึ้นมาอย่างยากลำบาก แล้วพลิกมันกลับหัวเอาฐานขึ้น ฐานนั้นถูกทำหน้าที่เป็นฝาครอบอีกชั้น พอเปิดออกก็เห็นตราประทับสัญลักษณ์ของบ้านแร่กอบกิจที่คล้ายกับตราประทับของจีนที่มักจะทำเป็นตัวอักษรดัดให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส
ไอคิวตื่นตะลึงเล็กน้อย เมื่อเห็นตราประทับประจำตระกูล เขาเริ่มชอบมันขึ้นมา “ขอถือได้มั้ยครับ”
“ได้สิ ฉันไม่หวงหรอกน่า”
ไอคิวรับมันมาไว้ในอุ้งมือทั้งสอง มองลวยลายของสัญลักษณ์และลวดลายมังกรที่สลักบนทรงกลม แล้วเขาก็รู้สึกพิศวงอีกครั้งเมื่อมือของเขาถูกกับลูกเหล็กทรงกลมที่อยู่ด้านใน
“ลูกเหล็กที่อยู่ข้างในน่ะ มันใหญ่กว่าช่อง เอาออกมาไม่ได้หรอก” กอบกิจบอกอย่างภาคภูมิใจ
“ไม่มีรอต่อเชื่อมเลย อย่างนี้ก็แสดงว่าช่างที่ทำต้องเอาลูกเหล็กใส่เข้าไปก่อนแล้วถึงสร้างทรงกลมเหลกนี้หุ้มอีกทีหรือครับ”
“ถูกต้องแล้วล่ะ เป็นยังไง อัศจรรย์ใช่มั้ยล่ะ แต่ยังมีเรื่องน่าอัศจรรย์กว่านี้อีกนะ เธอลองเอาตราประทับไปวางบนแท่นนั้นสิ”
ไอคิวเริ่มสนุก ทำตามที่กอบกิจบอก เขาพลิกเอาด้านที่เป็นตราประทับลงแล้ววางลงบนส่วนเว้าด้านบนของของชิ้นที่สองอย่างรู้สึกขัด ๆ แต่มันก็ทรงตัวอยู่ได้ เพราะด้านเว้าลักษณะวงกลม กลับด้านเหลี่ยมของฝาครอบตราเข้ารับถ่ายน้ำหนักเท่ากับทุกมุม

ไอคิวทำแบบนี้
“ไม่ใช่อย่างนั้น”
“อ้าว ก็คุณปู่บอกว่าให้เอาตราประทับลงไม่ใช่เหรอครับ”
“ฉันหมายถึงให้เอาด้านบนกลับหัวลง มันจะเข้าพอดีกับส่วนเว้าของแท่น”

ไอคิวมองของ 2 ชิ้นสลับไปมา จริงด้วยสินะ ทำไมเขาถึงคิดไม่ถึง เขายกตราประทับขึ้นแล้วกลับให้มันอยู่ด้านบนแล้ววางลงบนแท่นอีกครั้ง คราวนี้เขาร้องขึ้นมาอย่างตกใจ
“เหวอ...นี่มัน มันเปล่งแสงได้ด้วยหรือครับ”
“ฮ่า ๆ ๆ” กอบกิจหัวเราะชอบใจ “ไม่ใช่เวทมนต์หรืออะไรหรอก เป็นแค่กลไกน่ะ แสงนั่นก็มาจากหลอดไฟที่ฝังอยู่ข้างในตราประทับ”
มีเสียงวิ่งตึงตังดังมาจากด้านนอกห้อง ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
“เกิดอะไรขึ้นหรือคะนายท่าน” ผู้ที่เปิดประตูโผล่หน้าเข้ามาคือคนรับใช้หญิงคนเดิมที่ไอคิวเคยพบที่ห้องครัว
“โอ้ ลืมไปเลย ขอโทษที ไม่มีอะไรหรอก ฉันแค่โชว์ให้คุณไอคิวเค้าดูน่ะ”
“ตกอกตกใจหมดเลยค่ะ นึกว่าแขกแอบเข้ามาเล่นในห้องนี้ แล้วมายุ่งกับตราประทับ”
“ขอโทษ ๆ ไม่มีอะไรแล้วล่ะ ไปเถอะ”
“ค่ะ” คนรับใช้หญิงค้อมศีรษะเล็กน้อย มองไอคิวครั้งหนึ่งก่อนเดินออกไป
“ลืมไปเลยน่ะว่ามันมีกลไลสัญญาณร้องเตือนด้วย ถ้าหากมันเปล่งแสงออกมา”
“รักษาความปลอกภัยดีจังเลยนะครับ”
“ไม่หรอก ถ้าคิดจะขโมยก็ขโมยไปได้ ก็แค่อย่าให้มันเปล่งแสงเท่านั้นเอง แต่ถึงยังก็ขโมยไม่ได้หรอก กุญแจห้องนี้อยู่ที่ฉันกับคนรับใช้หญิงเท่านั้น นอกจากนั้นก็ยังมีกล้องวงจรปิดที่ฉันอุตส่าห์ยอมเสียเงินซื้อมันมาติดเอาไว้ตรงทางเดินด้านนอก”
“ฮะ ๆ อย่างนี้ก็ไม่มีทางรอดพ้นสายตาไปได้เลย” ไอคิวหัวเราะให้กับความเฉลียวฉลาดของกอบกิจ “ว่าแต่กลไกที่ว่าทำให้มันแปลงแสงแล้วมีสัญญาณเตือนน่ะ เป็นยังไงหรือครับ”
กอบกิจทำสายตาเจ้าเล่ห์อีกครั้ง “ถึงฉันไม่บอก เธอก็คงรู้น่า ฉันเชื่อว่าคงไม่เกินความสามารถของเธอหรอก เธอคิดเอาเองละกันนะ คิดได้แล้วก็มาตอบฉันด้วย”
ความขี้เล่นของกอบกิจบวกกับความอยากรู้อยากเห็นตามประสาเด็ก ๆ ของไอคิวทำให้การดูแลกอบกิจง่ายยิ่งขึ้น
ไอคิวสามารถใช้เวลาอยู่กับกอบกิจ คอยเฝ้าดูอย่างไม่ให้คลาดสายตาได้อย่างไม่มีพิรุธ อาจจะไม่เรียกว่าเฝ้าดูด้วยซ้ำ เพราะกอบกิจเป็นฝ่ายยินดีที่จะพูดคุยอยู่กับไอคิว
กอบกิจล็อคประตูห้องทำงานของเขาแล้วเดินกลับเข้ามาในห้องนั่งเล่นมองไปยังภาพเขียนที่ติดอยู่บนฝาผนัง
“ทำยังไงฉันก็คิดไม่ออก ไอคิว เธอใบ้ให้ฉันหน่อยสิ ว่ารูปนี้มันจะโยงไปหาเหมืองใหม่ได้ยังไง”
“อ๋อ...” ไอคิวนึกสนุก “ผมไม่บอกหรอกครับ”
“อะไรนะ”
“ก็ทีคุณปู่ยังไม่บอกเรื่องกลไกของตราประทับเลย ผมก็ขอเก็บเรื่องที่ผมรู้เอาไว้เป็นความลับบ้าง เอาไว้คุณปู่ทราบเมื่อไหร่ก็มาถามผมอีกทีละกันนะครับ”
กอบกิจหัวเราะร่วน “ได้สิ..ได้เลย ฉันจะต้องไขปริศนาของลูกชายฉันให้ได้ด้วยตัวฉันเอง”
“มันไม่เกี่ยวกับรู้นี้ไม่ใช่หรือครับ” เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นมา เป็นเสียงกอบกิจคุ้นเคยเป็นอย่างดี
“อ้าว...ทำไมถึงรู้ล่ะ” กอบกิจันไปทางเสียงนั้น “ไหนลองบอกมาซิ”
“ตอนที่ประชุมกัน ผมแอบมองข้อความในศิลานั้นแล้ว แล้วก็ลองเอาไปคิดเล่น ๆ ดู แต่มันก็ไม่เห็นจะเกี่ยวกับรูปนี้ตรงไหน รูปนี้แค่บังเอิญภาพไปตรงกับข้อความแค่นั้นละมั้งครับ”
“หืม...เธอมั่นใจขนาดนั้นเลยเหรอ เธฮล่ะว่าไง” กอบกิจหันมาทางไอคิว
“ผมว่าให้เค้าพูดดีกว่าครับ เพราะผมบอกแล้วว่าจะยังไม่บอก”
กอบกิจขบกรามเบา ๆ “จริง ๆ เลย..เอ้า ไหนเธอลองว่ามาสิถ้ามันไม่เกี่ยวกับรูป ๆ นี้แล้ว มันจะเกี่ยวกับอะไร”
“สถานที่นะครับ หมู่บ้านของเรามีที่อย่างที่ในปริศนาบอกเอาไว้แป๊ะเลยนะครับ”
กอบกิจตาโตขึ้นทันที คำพูดนั้นจุดประกายให้เขาคิดออก เขาหันไปหาไอคิวเป็นเชิงถาม
“ครับ ก็อย่างที่เค้าบอกล่ะ มันเกี่ยวกับสถานที่ แต่ผมเองก็ยังไม่แน่ใจเพราะยังไม่เคยได้ออกไปดูด้วยตา แต่ถ้ามีคนพูดว่าใช่ถึงขนาดนี้ มันก็น่าจะใช่แหละครับ จริงมั้ย” เขาหันไปทางประตู
“จริงครับ คุณปู่เชื่อภัทรเถอะ” ภัทรนรินพูดอย่างหนักแน่น “ผมว่าผมรู้แล้วล่ะครับว่าที่ไหน”
กอบกิจนิ่งงัน แต่ในใจเริงร่าอย่างบอกไม่ถูก...
edit @ 2006/10/23 23:02:33
edit @ 2007/03/28 22:42:21