posted on 29 Oct 2006 01:52 by gbdetective in GBD
ตอนที่ 12
เวลาล่วงเลยมาถึงเกือบจะบ่าย 4 โมง ในขณะที่กอบกิจ ไอคิวและภัทรนรินยืนสนทนากันอยู่หน้าบันไดบริเวณห้องโถงหรือส่วนตรงกลางของคันธนู เมื่อภัทรนรินเอ่ยประโยคนั้นออกมา ก็เหมือนฝนหยุดตกอย่างกระทันหันและท้องฟ้าก็กลับสดใสขึ้นมาเหมือนเมื่อตอนช่วงเช้า
ทั้งสามยืนนิ่งไม่ไหวติง ภัทรนรินจ้องมองกอบกิจ กอบกิจจ้องมองภัทรนริน ส่วนไอคิวยืนเก้ ๆ กัง ๆ ยากจะเอ่ยคำพูดใด ๆ
เรื่องนี้.. ไอคิวเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบที่น่าอึดอัดนั้น เอาไว้คิดไตร่ตรองให้ดี ๆ ที่หลังดีมั้ยครับ
กอบกิจและภัทรนรินละสายตาออกจากกันเมื่อได้ยินเสียงไอคิว
ตอนนี้ฝนคงหยุดตกแล้ว เราน่าจะลองออกไปตามทางลูกศรกันนะครับ
จริงสินะ กอบกิจเผยยิ้ม มองไอคิว แล้วหันไปมองหลานชาย พอแค่นี้ก่อนเถอะนะ ตอนนี้ปู่คิดอะไรไม่ออกจริง ๆ
ภัทรนรินหันหน้ามามองปู่ ครับ จากนั้นก็หมุนตัวอย่างช้า ๆ ไปเปิดประตู
อากาศเย็นจากน้ำฝนพัดเข้ามา สีสันของต้นไม้ที่ดูสดขึ้นหลังฝนตกพาให้ทุกคนใจเย็นลง
ดูเหมือนว่าคนรับใช้หญิงจะไวเหลือเกินต่อการเปิดประตูเข้าออกบ้านในช่วงที่มีฝนตกของใครต่อใคร เธอโผล่หน้ามองจากทางเดินที่เชื่อมไปด้านหลังบ้าน ออกไปไม่ได้นะคะ คุณผู้ชาย มันอันตรายนะคะ
ทั้งสามหันไปมองหญิงรับใช้ที่เดินเข้ามา ฉันออกไปเดี๋ยวเดียวเท่านั้นแหละ อีกอย่างฝนก็หยุดตกแล้ว ไม่มีอะไรหรอก
แต่ว่า...
เอาน่า ฉันดูแลตัวเองได้หรอกน่า
ถ้าอย่างนั้นก็เอาร่มไม้ไปด้วยนะคะ ฝนตกต้องรีบหาที่ร่มหลบฝน อย่ายืนใต้ต้นไม้ อย่างยืนกลางที่โล่งนะคะ
เธอบอกฉันมาเป็นร้อย ๆ พัน ๆ ครั้งได้แล้วมั้ง เพื่อความสบายใจของเธอนะ..เอ้า ภัทรกับไอคิว ตรวจตังเองซิว่ามีโลหะที่ไวต่อการนำไฟฟ้าบางรึเปล่า สร้อแหวน นาฬิกา กุญแจ
ไอคิวถอดนาฬิกาข้อมือออก ส่วนภัทรไม่มีทั้งสร้อยทั้งนาฬิกาหรือของที่เป็นโลหะ เด็กหนุ่มรู้จักหมู่บ้านนี้ดี จึงไม่ใส่อะไรที่จะทำให้ตัวเองต้องเสี่ยงต่อการถูกฟ้าผ่า
หญิงรับใช้รับนาฬิกาข้อมือมาจากไอคิว
คงไปได้แล้วนะ กอบกิจกล่าวกับหญิงรับใช้ท่าทางระอากับความห่วงใยที่มากเกินไป
ค่ะ.. หญิงรับใช้ตอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เอาร่มไปค่ะ เธอหันไปคว้าร่ม 3 คันจากกระบอกไม้ไผ่ที่วางชิดมุมข้างประตูแล้วแจกให้ทั้งสามคน
ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวกลับมา กอบกิจพูดคำสุดท้ายแล้วเดินออกนอกประตูบ้าน
ทั้งสามเดินออกมาจากตัวบ้าน เดินผ่านสวนตามทางเดิน เปิดประตูไม่สักทางเข้าบริเวณบ้านแล้วหายลับสายตาหญิงรับใช้ที่ยืนเฝ้าอยู่ภายใน
ใครออกไปน่ะ ป้าแม้น เสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลังหญิงรับใช้อย่างเงียบ ๆ ทำให้เธออสะดุ้ง
พินนรายืนรอคำตอบอยู่ข้างหลังเธอ
เอ่อ..นายท่าน คุณภัทรแล้วก็เพื่อนคุณหนูที่ชื่อไอคิวน่ะค่ะ
อะไรนะ คุณปู่ ภัทร และก็ไอคิวเหรอ สามคนรวมตัวออกไปไหนกัน พินนรางุนงงกับการจับกลุ่มของคนชรา ชายหนุ่มและเด็กวัยรุ่น ทั้งสามคนมีจุดประสงค์อะไรกัน หรือว่าไอคิวกำลังจะวางแผนตีสนิทกับคุณปู่เพื่อคอยคุ้มครอง
คงจะ...ไปตามหาเหมืองกันล่ะมั้งคะ หญิงรับใช้คาดเดา เห็นคุณกอบกิจถือเอาศิลาไปด้วย
ศิลาประดิษฐ์เหรอ คุณปู่ไขปริศนาได้แล้วหรือไง พินนรารีบวิ่งขึ้นบันไดไปชั้นบนทันที เธอทำท่าจะเคาะประตูห้องหนึ่ง แต่หยุดมือเอาไว้เมื่อเห็นภาคินาผู้เป็นน้าเปิดประตูออกมาจากห้องที่ไม่ใช่ห้องของตัวเองซึ่งอยู่ถัดไปอีก 3 ห้อง
อ้าว น้านาเข้าไปทำอะไรในห้องน้านีเหรอคะ
ท่าทางของภาคินาดูอ้ำอึ้งพิกล เธอตอบเหมือนกับคำแก้ตัวอย่างไรอย่างนั้น น้า..น้าไปคุยกับน้านีมาน่ะ พอดีมีเรื่องคุยกันนิดหน่อย
น้านากับน้านีดีกันแล้วเหรอคะ ปกติเห็นไม่ค่อยจะถูกกันนี่ค่ะ
อ๋อ อืม
แล้ว..คุยกันเรื่องะไรเหรอคะ พอบอกได้มั้ยคะ
ภาคินารู้ว่าพินนราต้องถามจึงตอบทันควัน ก็เรื่องของพินไงล่ะจ้ะ เรื่องที่พินจะแต่งงานไง
เอ๋...ทำไมหรอคะ
น้ารู้หรอกนะว่าพินรู้สึกยังไง ภาคินาเดินเข้ามาใกล้พินนรา แล้วน้าก็รู้ถึงความจำเป็นของคุณปู่เช่นกัน เพราะฉะนั้นก็คงไม่มีทางหลีกเลี่ยงเรื่องแต่งงาน แต่เราก็พอจะหาหนทางต่อจากนี้ได้ เราคงไม่ยอมปล่อยให้เจ้าบ่าวที่เป็นคนนอกมาฮุบสมบัติเราไปหรอก
ค่ะ..เรื่องนี้ พินนราก้มหน้าลงเล็กน้อย ไม่มองภาคินา คุณปู่คงคิดเอาไว้แล้ว พินเชื่อใจคุณปู่ค่ะ พินเชื่อใจว่าคุณปู่จะไม่ทิ้งพินและไม่ปล่อยให้เหมืองแร่ที่เป็นน้ำพักน้ำแรงของคุณปู่มาทั้งชีวิตต้องตกไปอยู่ในมือคนอื่น
อืม นั่นสินะ...จะเข้าไปในห้องพี่ก็เข้าเถอะ น้าก็จะกลับห้องแล้วเหมือนกัน ฝนตกแบบนี้ดินคงนุ่มแล้ว อากะว่าจะลงไปปลูกอะไรที่สวนหลังบ้านสักหน่อย
ค่ะ งั้นพินเข้าไปหาพี่ก่อนนะคะ
ภาคินายิ้มให้หลานสาว ผู้ซึ่งเป็นลูกสาวของพี่ชายเธอ ภมร...พี่ชายซึ่งเสียขาไปข้างหนึ่ง ทำอะไรไม่ได้ จนต้องปล่อยให้ลูกสาวของตัวเองแต่งงานเพื่อรักษากิจการแร่กอบกิจ
เมื่อพินนราเข้าไปในห้อง สีหน้าของภาคินาก็เปลี่ยนเป็นคนละคน ไม่มีทางหรอก...ฉันจะไม่ยอมปล่อยให้เป็นของคนอื่นเด็ดขาด เธอพูดกับตัวเองด้วยเสียงแผ่วเบา
พินนราวางมือลงบนไหล่พี่ชายที่นั่งอยู่บนโต๊ะอ่านหนังสือ กำลังอ่านหนังสือเกี่ยวกับเหมืองแร่ที่เจริญเติบโตในต่างประเทศ ด้วยความเงียบ ไม่มีเสียงเพลงจากเครื่องเสียงคลอเบา ๆ แก้เหงาเหมือนอย่างที่เคยเป็น
พี่พานคะ ดูเหมือนว่าคุณปู่จะรู้ปริศนาที่คุณลุงทิ้งเอาไว้ให้แล้ว
ว่าไงนะ พานนรัตละจากหนังสือหันมามองน้องสาว
คุณปู่ออกไปข้างนอกค่ะ ออกไปกับภัทรแล้วก็ไอคิวเพื่อนของพิน คงจะออกไปสำรวจตามคำปริศนา
อย่างนั้นเหรอ พินก็ไม่ต้องแต่งงานแล้วน่ะสิ...กับไอ้พวกนั้น เขายิ้มดีใจ
คำพูดของพานนรัตทำให้ภัทรนรินนึกถึงคำพูดของเขาเมื่อตอนอยู่บนโต๊ะอาหาร
จริงสิคะ พี่พานมีเรื่องอะไรกับคนพวกนั้นหรือคะ รวมถึงธานีด้วยหรือเปล่า
พานนรัตเงียบไปครู่หนึ่ง...แน่นอนเขารู้ว่าพินนราต้องถามเรื่องนี้...เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
ธานีไม่เกี่ยวหรอก เธอสบายใจได้ สามคนนั้นต่างหาก แค่สามคนนั้นเท่านั้น
สามคนนั้น...
ยังไม่ทันที่พินนราจะรู้เรื่องราวอะไรจากปากของพี่ชาย พานนรัตอดกลั้นไม่ไหวจึงปล่อยโฮออกมา พินนราหน้าเสียทันที เธอไม่รู้จะทำอย่างไร
ไม่เป็นไรค่ะ พี่พาน ถ้ามันเป็นเรื่องที่ไม่น่าจดจำ พินก็ไม่อยากรู้
ดีแล้ว.. พานนรัตเอามือตัวเองที่ปาดน้ำตาวางลงบนมือน้องสาวที่จับไหล่เขา ไม่รู้เรื่องน่ะดีแล้ว
พินนราถอนใจเบา ๆ ไม่ให้พี่ชายได้ยิน
ไม่รู้เรื่องน่ะดีแล้วจริงหรือ...
edit @ 2006/10/29 01:54:08
edit @ 2006/10/30 18:45:25
posted on 27 Oct 2006 19:06 by gbdetective in GBD
ตอนที่ 11
เสียงฟ้าผ่าดังสนั่นหวั่นไหว กอบกิจ ไอคิวและภัทรนรินสะดุ้งสุดตัว
จู่ ๆ ฝนก็ตกลงมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุยอีกครั้ง คราวนี้มีลมพัดรุนแรงกว่าเมื่อตอนเช้า...
ไอคิวเชื่อแล้วว่าทำไมหมู่บ้านนี้ถึงเรียกว่าหมู่บ้านสายฟ้า ไม่รู้ว่าผู้คนที่นี่อยู่กันได้อย่างไร ต้องคอยระแวงว่าเมื่อไหร่ฝนจะตก เมื่อไหร่ควรออกจากบ้านและควรกลับก่อนฝนตกยังไง เขานึกไปถึงพินัยที่ออกไปจากบ้านแร่กอบกิจ และยังไม่มีวี่แววว่าจะกลับเข้ามา ถ้าพินัยไปหาเหมืองแห่งใหม่ล่ะก็...ถ้าเขารู้เหมือนที่ไอคิวและภัทรนรินรู้...เขาคงจะต้องอยู่ที่นั่น...
แล้วอีกคนล่ะ..คนที่ถือร่มตามออกไป...กลับมาแล้วหรือยังไม่กลับเข้ามา
ถ้าเขาเป็นเจ้าบ้านล่ะก็..คงไปเคาะประตูตามห้องต่าง ๆ เพื่อตรวจดูว่ามีใครบ้างที่ไม่อยู่ตอนนี้
มันอยู่ที่ไหน กอบกิจได้สติกลับมาหลังจากที่เสียงฟ้าผ่าทำให้ใจเตลิดและหูอื้อไปหมด เขาถามหลานชายอย่างใคร่รู้
ขอยืมศิลาประดิษฐ์หน่อยสิครับ ภัทรนรินเห็นศิลาประดิษฐ์ที่อยู่ในมือไอคิวตั้งแต่ที่เดินเข้ามา
ไอคิวยื่นให้ เลิกคิดฟุ้งซ่านเรื่องพินัยกับคนถือร่ม หันมาสนใจคำอธิบายของภัทรนริน
เปรียบเหมืองดั่งปลายทั้งสองของคันศร
ง้างกำธรเพ่งศรสู่จุดหมาย
ขจัดสิ้นไพรไร่นาและเรือนราย
แต่ไม่วายต้องแตกหักเพราะเกาทัณฑ์
ภัทรนรินอ่านทวนเพื่อย้ำความคิดของตนเองก่อนที่จะอธิบายให้ผู้เป็นปู่ได้ฟัง
เปรียบเหมือนดั่งปลายทั้งสองของคันศร ประโยคนี้คุณลุงภูมินคงตั้งใจที่จะเปรียบเทียบกับสิ่ง ๆ หนึ่งที่เหมือนคันธนู ซึ่งละไว้ในฐานที่เข้าใจ หากเป็นคนที่คุ้นเคยกับบ้านแร่กอบกิจย่อมที่จะเดาออกว่ามันเป็นอะไร
อะไรล่ะ กอบกิจเป็นยิ่งกว่าคนคุ้นเคย แต่ก็นึกไม่ออก
เดี๋ยวก่อนสิครับ มาดูประโยคที่สอง..ง้างกำธรเพ่งศรสู่จุดหมาย ถ้าเอาลูกศรมาแล้วง้างออกให้ตึงสุดแรงไปยังจุดหมาย..ขจัดสิ้นไพร่ไร่นาและเรือนราย..เมื่อง้างศรออกไปสุดแรงแล้วก็จะทะลุทะลวง แม้แต่มีบ้านเรือนไร่นาหรือต้นไม้ขวางกั้น ก็ให้เปรียบเสมือนไม่มีอยู่ในวิถีศร แต่ไม่วายต้องแตกหักเพราะเกาทัณฑ์ ก็คือศรนั้นจะต้องแตกหักหยุดลงที่ตรงคันธนูอีกอันหนึ่ง ซึ่งก็คือเป้าหมายนั่นเอง
เป้าหมาย..จุดเริ่มต้นคือคันธนู จุดสุดท้ายก็คือคันธนูงั้นหรือ
ใช่ครับ ภัทรนรินตอบอย่างมั่นใจ
ฟ้าแลบขึ้นที่นอกหน้าต่างของห้องนั่งเล่น ตามมาด้วยเสียงฟ้าร้องแทรกเข้ามากับเสียงฝนตก กอบกิจยังคงยืนนิ่งไตร่ตรองสิ่งที่หลานชายพูด แล้วไอ้คันธนูมันคืออะไรล่ะ ลูกฉันต้องการเปรียบเทียบกับอะไร
คำตอบของคำถามนี้ มันอยู่ที่ห้องรับแขกแล้วล่ะครับ ภัทรนรินตอบ สีหน้ายิ้มกริ่มพึงพอใจที่ได้เห็นผู้เป็นปู่งุนงง
ห้องรับแขกอย่างนั้นหรือ
กอบกิจเดินกึ่งวิ่งออกจากห้องตรงไปยังห้องรับแขกทันที ภัทรนรินและไอคิวตามมาติด ๆ ภัทรนรินยิ้มให้ไอคิวแล้วเอ่ยอย่างมีความสุข
ฮะ ๆ ตลกดีนะครับ คุณปู่ถึงกับแข็งแรงเดินเร็วขึ้นมาเลย
เก่งมากนะ สามารถไขปริศนาออกด้วย ไอคิวชมอย่างจริงใจ
ก็ไม่มีอะไรนี่ครับ แค่มองมองแว่บเดียวก็รู้แล้ว แล้วบังเอิญภัทรชอบวิ่งเล่นรอบบ้านก็เลยพอมองออกน่ะครับ
ไหน...ไหน อยู่ไหน ภัทร กอบกิจร้องเรียก
ภัทรนรินและไอคิวเดินเข้ามาในห้องรับแขก
อะไร โซฟา โต๊ะ ตู้ โทรทัศน์ รูปภาพ เรือโมเดล หน้าไม้ กอบกิจหยุดชะงัก หน้าไม้เหรอ หน้าไม้นี่ใช่มั้ย เขาชี้ไปที่หน้าไม้ที่ประดับไว้ที่ผนังด้านหนึ่งเหนือโทรทัศน์
ไม่ใช่หรอกครับ แต่ว่าเป็นกรอบรูปนี่ต่างหาก ภัทรนรินวางมือลงบนกรอบรูปที่ติดอยู่ตรงส่วนที่เป็นเสาของบ้านที่ยื่นออกมาจากผนัง ใกล้กับประตูห้อง
คิ้วของกอบกิจขมวดเข้าหากัน เดินใกล้เข้ามามองกรอบรูปที่ภัทรนรินว่า
แปลนบ้านนี่นะเหรอ
กรอบรูปนั้นคือแปลนบ้านขนาดย่อส่วน อัตราส่วน1 เซนติเมตร : 100 ตารางเมตร แปลนบ้านนี้ถูกเขียนและออกแบบโดยภูมินลูกชายคนโตของกอบกิจผู้คิดปริศนานี้ขึ้นมา
โครงสร้างบ้านแร่กอบกิจเมื่อมองจากมุมสูงแล้วจะคล้ายบูมเมอแรงหรือก็คือคันธนูที่คุณลุงภูมินจินตนาการ
ใช่จริง ๆ ด้วย กอบกิจถึงกับอ้าปากค้าง ของใกล้ตัวแท้ ๆ
เพราะฉะนั้นบาทแรกของกลอนปริศนาก็หมายถึงบ้านแร่กอบกิจนี่แหละครับ
ไอคิวมองสีหน้าของกอบกิจที่ค่อย ๆ เผยรอยยิ้มกว้างทีละน้อย กอบกิจคงจะเข้าใจความหมายของปริศนาทั้งหมดแล้ว
ถ้าจินตนาการว่าบ้านเป็นคันธนู กอบกิจเอ่ยด้วยแววตาเบิกบานใจ แล้วเอาลูกศรพาดลงบนบ้านชี้ไปทางหน้าบ้าน ดึงลูกศรให้สุด ให้ลูกศรพุ่งตรงออกไป เขาหันมาหาไอคิวและภัทรนริน
ความกระชุ่มกระชวยของกอบกิจพลอยทำให้ไอคิวกระตือรือร้นตามไปด้วย
ไปกันเถอะ...ไปตามลูกศรกัน กอบกิจไม่รอช้าเดินนำออกจากห้องรับแขกออกมาเปิดประตูหน้าบ้าน ลมแรงพัดเข้ามาในทันทีพร้อมกับหอบเอาเม็ดฝนเข้ามาด้วย กอบกิจรีบปิดประตูทันควัน
ฝนตกลมแรงแบบนี้คงออกไปไม่ได้หรอกครับ
กอบกิจคว้าศิลาประดิษฐ์มาจากมือของภัทรนริน ภัทรรู้ตั้งแต่เมื่อไหร่
หลังจากประชุมน่ะครับ ลองคิดเล่น ๆ ดู
งั้นหรือ กอบกิจรู้สึกเสียดายเวลาที่ผ่านมาจริง ๆ ปู่น่าจะให้เธอได้ดูก่อนหน้านี้ เขามองศิลาประดิษฐ์ พี่สาวเธอคงไม่ต้องแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รักแบบนี้
แต่เราก็ไขได้แล้วนี่ครับ ก็ถือว่าเป็นโมฆะไม่ได้หรือ
กอบกิจหน้าถอดสีลงทันที คงไม่ได้หรอกนะ ยังไงก็ต้องหาคนมาบริหารเหมืองน่ะ ในเมื่อคนของเราไม่มี..
แล้วถ้าเป็นภัทรล่ะครับ ภัทรนรินเอ่ยเสียงหนักแน่น
กอบกิจและไอคิวมองภัทรนริน ไม่คิดว่าเขาจะกล้าเอ่ยออกมา
ถึงแม้ว่าภัทรจะไม่เป็นเชื้อสายของคุณปู่ แต่ภัทรก็ไม่เคยคิดเป็นอย่างอื่น ภัทรรักคุณปู่และทุกคนเหมือนเป็นญาติแท้ ๆ นะครับ
น้ำตาของกอบกิจเอ่อล้นขึ้นมาทันที ปู่เข้าใจดี...ว่าหลานคิดยังไง แต่ว่าลองคิดดูสิ มันจะเกิดความโกลาหลสักแค่ไหน ทุกคนในบ้านจะมองภัทรยังไง
ภัทรนรินเห็นด้วยกับสิ่งที่ปู่ของเขาบอก นั่นสินะครับ
แล้วการที่เอาคนนอกแต่งเข้าบ้าน มันไม่เกิดความโกลาหลหรือครับ ไอคิวเอ่ยขึ้นอย่างอดรนทนไม่ไหว ถ้าเทียบกันแล้วความโกลาหลก็มีเท่า ๆ กัน
กอบกิจถอนหายใจ จริงอยู่ความโกลาหลเกิดขึ้นพอ ๆ กัน แต่ทั้งสี่คนนั้นก็มีภาษีมากกว่าภัทรเยอะแยะ ภัทรเป็นแค่เด็กอายุเพียงสิบห้าปี ภัทรเรียนแค่ชั้นมัธยม ภัทรไม่มีประสบการณ์อะไรเลยนะถ้าเทียบกันสี่คนนั้น
ภัทรนรินหลบสายตาปู่อย่างจงใจ ผมไม่มีคุณสมบัติจริง ๆ นั่นแหละครับ
ไม่ต้องห่วงหรอกภัทร ยังไงปู่ก็มีทางออกสำหรับเรื่องนี้ เราต้องทำให้กิจการเหมืองแร่ของเราฟื้นตัวขึ้นมาก่อน ปู่ไม่ทิ้งภัทรหรอกน่า
ภัทรนรินก้มหน้านิ่ง
อย่าเพิ่งคิดเรื่องนี้กันเลยครับ เมื่อครู่เรายังดีใจที่ไขปริศนาได้อยู่เลย ไอคิวตัดบท
เมื่อไหร่ฝนจะหยุดตกซะทีนะ กอบกิจมองออกไปนอกประตูที่ส่วนบนเป็นกระจกฝ้า
คนที่ไขปริศนาได้คนนั้นก็ชนะใช่มั้ยครับ ภัทรนรินเอ่ยขึ้น ดวงตาแดงก่ำดวยความโกรธ
เป็นอะไรไปภัทร อย่าเพิ่งโกรธปู่สิ ปู่แค่..
ภัทรจะแต่งงานกับพี่พิน ภัทรเป็นผู้ชนะ ภัทรต้องได้แต่งงานกับพี่พิน
กอบกิจนิ่งอึ้งพูดไม่ออก ไอคิวเองก็ตกใจไม่แพ้กัน...
edit @ 2006/10/30 18:45:32
posted on 23 Oct 2006 22:35 by gbdetective in GBD
ตอนที่ 10
“ฉันจะต้องตายน่ะรึ ใครบอกเธอแบบนั้น” กอบกิจขับเสียงเข้มดุดัน
ไอคิวถึงกับเกรงกลัวเสียงนั้น บอกออกไปอย่างลืมตัว “พินครับ พินเป็นคนบอก”
“พินน่ะรึ พินไปเอาความคิดเหลวไหลแบบนี้มาจากไหนกัน”
“เธอกลัวว่าคุณปู่อาจจะตกเป็นเป้าหมายของคนทั้งสี่ที่ต้องการจะแย่งสมบัติ โดยการลอบทำร้ายคุณปู่ แล้วทำลายพินัยกรรมที่คุณปู่อาจเขียนเอาไว้”
กอบกิจนิ่งเงียบ ครุ่นคิดในคำพูดของไอคิว “แล้วเหมืองทั้งหมดรวมทั้งทรัพย์สมบัติก็จะตกเป็นของคน ๆ นั้นอย่างถูกต้องตามกฏหมายงั้นรึ”
“ครับ เพราะว่าในเงื่อนไขบอกว่าคนที่ชนะจะต้องเปลี่ยนมาใช้นามสกุลแร่กอบกิจ กลายเป็นคนของแร่กอบกิจ และเนื่องจากความบกพร่องรวมทั้งฐานะของผู้ชายในบ้านแร่กอบกิจแล้ว มีเขาเพียงคนเดียวที่สมควรได้รับมรดกทั้งหมดอย่างถูกต้องตามฏหมาย”
“เฮ้อ...ช่างคิดจริง ๆ นะ พินหลานของฉัน” กอบกิจถอนหายใจยาว “แต่ฉันก็ไม่รู้สึกกลัวหรอกนะ เพราะถึงฉันจะตายไปจริง ๆ ยังไงพินัยกรรมของฉันก็ไม่มีทางถูกค้นพบได้อย่าง่าย ๆ หรอก”
แววตาเจ้าเล่ห์ของกอบกิจส่งมาที่ไอคิว ไอคิวรู้ในทันทีในความหมาย
“คุณปู่หมายความว่า ได้ทำปริศนาขึ้นเอาไว้ตามหาพินัยกรรมหรือครับ”
“แน่นอนอยู่แล้ว แรงบันดาลใจก็มาจากลูกชายคนโตที่ทำปริศนาศิลาประดิษฐ์นี่แหละ”
ไอคิวอดยิ้มขำไม่ได้ ครอบครัวนี้คงชอบปริศนาเอามาก ๆ
“เธออยากเห็นปริศนาของฉันมั้ยล่ะ”
“อะไรนะครับ” ไอคิวร้อง นี่เขาต้องมารวมเล่นเกมไขปริศนาอีกอันหรือนี่
“ปริศนาของฉันไง มันอยู่ตรงนั้น” กอบกิจชี้ไปยังตู้โชว์สูง1 เมตรทางด้านซ้าย ตู้นั้นกินพื้นที่ทั้งด้านของห้อง บนหลังตู้มีของรูปร่างประหลาดวางอยู่อย่างมั่นคงรวมกันของโชว์อื่น ๆ
ของชิ้นที่หนึ่งมีลักษณะเป็นทรงกลมสลักด้วยลวดลายมังกร ส่วนบนถูกทำให้เว้าลึกกลวงเข้าไปภายในเป็นช่วงว่างลักษณะทรงกลมเช่นกัน ภายในช่องว่างทรงกลมนั้น มีลูกเหล็กอยู่ข้างใน ด้านฐานของทรงกลมนี้มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมให้สามารถตั้งทรงกลมนี้ได้อย่างไม่โอนเอน
ของชิ้นที่สองถูกทำให้รับกับของชิ้นแรก รูปทรงคล้ายนาฬิกาทราย ด้านหนึ่งเรียบเป็นฐาน อีกด้านหนึ่งโค้งเว้าให้รับกับของชิ้นแรกที่เป็นทรงกลมได้ ภายในตรงกลางของของชิ้นที่สองมีลักษณะคล้ายนาฬิกาทรายนี้ถูกทำเป็นช่องว่างทรงกระบอกและมีลูกแก้วที่กลิ้งขึ้นลงได้เมื่อพลิกมัน


“อะไรน่ะครับ” ไอคิวมองมันอย่างขยาดเล็กน้อยเมื่อรู้ว่าสองสิ่งนี้จะทำให้ชีวิตเขาปั่นป่วน
“มันคือตราประทับประจำตระกูลน่ะ” กอบกิจหยิบของชิ้นแรกขึ้นมาอย่างยากลำบาก แล้วพลิกมันกลับหัวเอาฐานขึ้น ฐานนั้นถูกทำหน้าที่เป็นฝาครอบอีกชั้น พอเปิดออกก็เห็นตราประทับสัญลักษณ์ของบ้านแร่กอบกิจที่คล้ายกับตราประทับของจีนที่มักจะทำเป็นตัวอักษรดัดให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส
ไอคิวตื่นตะลึงเล็กน้อย เมื่อเห็นตราประทับประจำตระกูล เขาเริ่มชอบมันขึ้นมา “ขอถือได้มั้ยครับ”
“ได้สิ ฉันไม่หวงหรอกน่า”
ไอคิวรับมันมาไว้ในอุ้งมือทั้งสอง มองลวยลายของสัญลักษณ์และลวดลายมังกรที่สลักบนทรงกลม แล้วเขาก็รู้สึกพิศวงอีกครั้งเมื่อมือของเขาถูกกับลูกเหล็กทรงกลมที่อยู่ด้านใน
“ลูกเหล็กที่อยู่ข้างในน่ะ มันใหญ่กว่าช่อง เอาออกมาไม่ได้หรอก” กอบกิจบอกอย่างภาคภูมิใจ
“ไม่มีรอต่อเชื่อมเลย อย่างนี้ก็แสดงว่าช่างที่ทำต้องเอาลูกเหล็กใส่เข้าไปก่อนแล้วถึงสร้างทรงกลมเหลกนี้หุ้มอีกทีหรือครับ”
“ถูกต้องแล้วล่ะ เป็นยังไง อัศจรรย์ใช่มั้ยล่ะ แต่ยังมีเรื่องน่าอัศจรรย์กว่านี้อีกนะ เธอลองเอาตราประทับไปวางบนแท่นนั้นสิ”
ไอคิวเริ่มสนุก ทำตามที่กอบกิจบอก เขาพลิกเอาด้านที่เป็นตราประทับลงแล้ววางลงบนส่วนเว้าด้านบนของของชิ้นที่สองอย่างรู้สึกขัด ๆ แต่มันก็ทรงตัวอยู่ได้ เพราะด้านเว้าลักษณะวงกลม กลับด้านเหลี่ยมของฝาครอบตราเข้ารับถ่ายน้ำหนักเท่ากับทุกมุม

ไอคิวทำแบบนี้
“ไม่ใช่อย่างนั้น”
“อ้าว ก็คุณปู่บอกว่าให้เอาตราประทับลงไม่ใช่เหรอครับ”
“ฉันหมายถึงให้เอาด้านบนกลับหัวลง มันจะเข้าพอดีกับส่วนเว้าของแท่น”

ไอคิวมองของ 2 ชิ้นสลับไปมา จริงด้วยสินะ ทำไมเขาถึงคิดไม่ถึง เขายกตราประทับขึ้นแล้วกลับให้มันอยู่ด้านบนแล้ววางลงบนแท่นอีกครั้ง คราวนี้เขาร้องขึ้นมาอย่างตกใจ
“เหวอ...นี่มัน มันเปล่งแสงได้ด้วยหรือครับ”
“ฮ่า ๆ ๆ” กอบกิจหัวเราะชอบใจ “ไม่ใช่เวทมนต์หรืออะไรหรอก เป็นแค่กลไกน่ะ แสงนั่นก็มาจากหลอดไฟที่ฝังอยู่ข้างในตราประทับ”
มีเสียงวิ่งตึงตังดังมาจากด้านนอกห้อง ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
“เกิดอะไรขึ้นหรือคะนายท่าน” ผู้ที่เปิดประตูโผล่หน้าเข้ามาคือคนรับใช้หญิงคนเดิมที่ไอคิวเคยพบที่ห้องครัว
“โอ้ ลืมไปเลย ขอโทษที ไม่มีอะไรหรอก ฉันแค่โชว์ให้คุณไอคิวเค้าดูน่ะ”
“ตกอกตกใจหมดเลยค่ะ นึกว่าแขกแอบเข้ามาเล่นในห้องนี้ แล้วมายุ่งกับตราประทับ”
“ขอโทษ ๆ ไม่มีอะไรแล้วล่ะ ไปเถอะ”
“ค่ะ” คนรับใช้หญิงค้อมศีรษะเล็กน้อย มองไอคิวครั้งหนึ่งก่อนเดินออกไป
“ลืมไปเลยน่ะว่ามันมีกลไลสัญญาณร้องเตือนด้วย ถ้าหากมันเปล่งแสงออกมา”
“รักษาความปลอกภัยดีจังเลยนะครับ”
“ไม่หรอก ถ้าคิดจะขโมยก็ขโมยไปได้ ก็แค่อย่าให้มันเปล่งแสงเท่านั้นเอง แต่ถึงยังก็ขโมยไม่ได้หรอก กุญแจห้องนี้อยู่ที่ฉันกับคนรับใช้หญิงเท่านั้น นอกจากนั้นก็ยังมีกล้องวงจรปิดที่ฉันอุตส่าห์ยอมเสียเงินซื้อมันมาติดเอาไว้ตรงทางเดินด้านนอก”
“ฮะ ๆ อย่างนี้ก็ไม่มีทางรอดพ้นสายตาไปได้เลย” ไอคิวหัวเราะให้กับความเฉลียวฉลาดของกอบกิจ “ว่าแต่กลไกที่ว่าทำให้มันแปลงแสงแล้วมีสัญญาณเตือนน่ะ เป็นยังไงหรือครับ”
กอบกิจทำสายตาเจ้าเล่ห์อีกครั้ง “ถึงฉันไม่บอก เธอก็คงรู้น่า ฉันเชื่อว่าคงไม่เกินความสามารถของเธอหรอก เธอคิดเอาเองละกันนะ คิดได้แล้วก็มาตอบฉันด้วย”
ความขี้เล่นของกอบกิจบวกกับความอยากรู้อยากเห็นตามประสาเด็ก ๆ ของไอคิวทำให้การดูแลกอบกิจง่ายยิ่งขึ้น
ไอคิวสามารถใช้เวลาอยู่กับกอบกิจ คอยเฝ้าดูอย่างไม่ให้คลาดสายตาได้อย่างไม่มีพิรุธ อาจจะไม่เรียกว่าเฝ้าดูด้วยซ้ำ เพราะกอบกิจเป็นฝ่ายยินดีที่จะพูดคุยอยู่กับไอคิว
กอบกิจล็อคประตูห้องทำงานของเขาแล้วเดินกลับเข้ามาในห้องนั่งเล่นมองไปยังภาพเขียนที่ติดอยู่บนฝาผนัง
“ทำยังไงฉันก็คิดไม่ออก ไอคิว เธอใบ้ให้ฉันหน่อยสิ ว่ารูปนี้มันจะโยงไปหาเหมืองใหม่ได้ยังไง”
“อ๋อ...” ไอคิวนึกสนุก “ผมไม่บอกหรอกครับ”
“อะไรนะ”
“ก็ทีคุณปู่ยังไม่บอกเรื่องกลไกของตราประทับเลย ผมก็ขอเก็บเรื่องที่ผมรู้เอาไว้เป็นความลับบ้าง เอาไว้คุณปู่ทราบเมื่อไหร่ก็มาถามผมอีกทีละกันนะครับ”
กอบกิจหัวเราะร่วน “ได้สิ..ได้เลย ฉันจะต้องไขปริศนาของลูกชายฉันให้ได้ด้วยตัวฉันเอง”
“มันไม่เกี่ยวกับรู้นี้ไม่ใช่หรือครับ” เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นมา เป็นเสียงกอบกิจคุ้นเคยเป็นอย่างดี
“อ้าว...ทำไมถึงรู้ล่ะ” กอบกิจันไปทางเสียงนั้น “ไหนลองบอกมาซิ”
“ตอนที่ประชุมกัน ผมแอบมองข้อความในศิลานั้นแล้ว แล้วก็ลองเอาไปคิดเล่น ๆ ดู แต่มันก็ไม่เห็นจะเกี่ยวกับรูปนี้ตรงไหน รูปนี้แค่บังเอิญภาพไปตรงกับข้อความแค่นั้นละมั้งครับ”
“หืม...เธอมั่นใจขนาดนั้นเลยเหรอ เธฮล่ะว่าไง” กอบกิจหันมาทางไอคิว
“ผมว่าให้เค้าพูดดีกว่าครับ เพราะผมบอกแล้วว่าจะยังไม่บอก”
กอบกิจขบกรามเบา ๆ “จริง ๆ เลย..เอ้า ไหนเธอลองว่ามาสิถ้ามันไม่เกี่ยวกับรูป ๆ นี้แล้ว มันจะเกี่ยวกับอะไร”
“สถานที่นะครับ หมู่บ้านของเรามีที่อย่างที่ในปริศนาบอกเอาไว้แป๊ะเลยนะครับ”
กอบกิจตาโตขึ้นทันที คำพูดนั้นจุดประกายให้เขาคิดออก เขาหันไปหาไอคิวเป็นเชิงถาม
“ครับ ก็อย่างที่เค้าบอกล่ะ มันเกี่ยวกับสถานที่ แต่ผมเองก็ยังไม่แน่ใจเพราะยังไม่เคยได้ออกไปดูด้วยตา แต่ถ้ามีคนพูดว่าใช่ถึงขนาดนี้ มันก็น่าจะใช่แหละครับ จริงมั้ย” เขาหันไปทางประตู
“จริงครับ คุณปู่เชื่อภัทรเถอะ” ภัทรนรินพูดอย่างหนักแน่น “ผมว่าผมรู้แล้วล่ะครับว่าที่ไหน”
กอบกิจนิ่งงัน แต่ในใจเริงร่าอย่างบอกไม่ถูก...
edit @ 2006/10/23 23:02:33
edit @ 2007/03/28 22:42:21