GBD : Green Brain Detective : History of Mine Murder
posted on 09 Oct 2006 16:39 by gbdetective in GBD
บทนำ
หมู่บ้านสายฟ้า เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ในจังหวัดหนึ่งทางภาคใต้ของประเทศไทย หมู่บ้านแห่งนี้มีฝนตกชุกตลอดแทบทั้งปีเนื่องจากลมมรสุมจากทะเลฝั่งอันดามัน คำว่า “สายฟ้า” ชื่อของหมู่บ้าน ถูกตั้งขึ้นจากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำในหมู่บ้านแห่งนี้
เมื่อ 50 ปีก่อนผู้คนที่อาศัยอยู่ภายในพื้นที่ 50 ตารางกิโลเมตรซึ่งปัจจุบันคือหมู่บ้านสายฟ้า ส่วนมากประกอบอาชีพ
เหมืองแร่ เพราะภายใต้พื้นดินอันอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่แห่งนี้ ประกอบไปด้วยแร่ธาตุต่าง ๆ มากมาย ทั้งแร่ดีบุก
แร่ทองแดง และแร่ทองคำ
ดังนั้นผู้คนที่นี่จึงมีฐานะที่ค่อนข้างมั่นคงไม่ยากจนค่นแค้น ผลิตผลจากเหมืองแร่ของที่นี่เมื่อประมาณโดยคร่าว ๆ แล้วทำให้มีรายได้เข้ามาในหมู่บ้านมากถึง 2 ล้านบาทต่อเดือน เฉลี่ยครัวเรือนละ 5000 บาทต่อเดือน
กว่า 400 ครัวเรือนที่นี่จึงใช้เงินฟุ้งเฟ้อ ไม่รู้จักการเก็บออม เพราะคิดว่าไม่ว่าอย่างไรแร่ก็ไม่มีวันหมดไป
ต่อมาไม่นาน ที่แห่งนี้จึงตั้งขึ้นเป็นหมู่บ้านและให้ชื่อว่าหมู่บ้านเหมืองแร่ (ก่อนตั้งชื่อเป็นหมู่บ้านสายฟ้า)
แน่นอนว่าผู้ที่เสนอชื่อหมู่บ้านก็คือ ผู้ที่ทรงอิทธิพลที่สุดของหมู่บ้าน ซึ่งก็คือเจ้าของเหมืองแร่นั่นเอง
เดิมทีนั้นมีผู้เป็นเจ้าของเหมืองแร่ทั้งสิ้น 3 ราย แต่ตระกูลแร่กอบกิจได้หว่านเงินซื้อเอาไว้ทั้งหมดด้วยราคาที่สูงจนเจ้าของเหมืองทั้งสองรายยอมตกลงขาย
ตระกูลแร่กอบกิจซึ่งตัดสินใจครั้งใหญ่ยอมทุ่มเงินที่มีทั้งหมดเพื่อซื้อเหมืองแร่จึงกลายเป็นเจ้าของเหมืองแร่ทั้งสาม
ไปโดยปริยาย และเหมือนเป็นสิทธิขาดแต่เพียงผู้เดียว
ส่วนสองรายที่ขายเหมืองแร่ให้ก็หอบเอาเงินที่ได้ไปตั้งรกรากที่อื่น
การตัดสินใจซื้อของตระกูลแร่กอบกิจในครั้งนั้นช่างเป็นการตัดสินใจที่ฉลาดยิ่งนัก เพราะหลังจากนั้นไม่นาน แร่ทองคำก็ผุดขึ้นมาให้เห็นมากมาย บรรดาชาวบ้านต่างละทิ้งอาชีพเผาถ่านเพื่อไปขุดเหมืองแร่กันหมดเกือบทั้งหมู่บ้าน
ถ้าเป็นผู้ชายจะมีหน้าที่ขุดแร่ ถ้าเป็นผู้หญิงจะมีหน้าที่ร่อนแร่
เมื่อได้แร่บริสุทธิ์มาแล้ว ตระกูลแร่กอบกิจจะรับซื้อแร่เอาไว้ในราคาครึ่งหนึ่งของราคาซื้อของตลาด ชาวบ้านยินดีกับ
การซื้อครึ่งราคานี้ เพราะชาวบ้านไม่ต้องลงทุนอะไรเลย เหมืองแร่ก็เป็นของตระกูลแร่กอบกิจ รถขนแร่ก็เป็นของ
ตระกูลแร่กอบกิจ ชาวบ้านเพียงแค่ถือจอบเสียมมาขุดเท่านั้น แล้วก็ได้เงินกลับไป
แต่การขุดแร่ก็ต้องมีกฎ เนื่องเพราะมีผู้คนจำนวนมากที่ต้องการขุดแร่ ตระกูลแร่กอบกิจจึงคิดกฎการขุดแร่ขึ้นมา ดังนี้
1. ผู้ที่จะขุดแร่ได้ต้องมาลงชื่อทำสัญญาเป็นลูกจ้างของตระกูลแร่กอบกิจ
2. เมื่อขุดแร่ได้แล้ว แร่ทั้งหมดจะถือเป็นทรัพย์สินของตระกูลแร่กอบกิจ ผู้ขุดแร่จะได้เพียงเงินจำนวนครึ่งหนึ่งของราคาซื้อแร่ของตลาดในขณะนั้น
3. การขุดแร่แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม 5 วันจันทร์ถึงศุกร์ กลุ่มที่ 1 คือ 1 ใน 5 ของผู้ที่ทำสัญญาก่อนคนอื่น กลุ่มที่ 2 คือ 1 ใน 5 ของผู้ที่ทำสัญญาหลังจากกลุ่มที่ 1 เป็นเช่นนี้ไปตามลำดับจนถึงกลุ่มที่ 5
4. หากมีผู้ทำสัญญาเพิ่ม การจัดกลุ่มจะมีการเปลี่ยนแปลงโดยเอาจำนวนผู้ทำสัญญาทังหมดหารด้วย 5 เพื่อจัดกลุ่มใหม่ ดังนั้นผู้ที่อยู่กลุ่มที่ 1 ก็จะอยู่กลุ่มที่ 1 ต่อไป ผู้ที่อยู่กลุ่มที่ 2 ในอันดับต้นๆ ก็จะขยับมาอยู่กลุ่มที่ 1 เป็นเช่นนี้เรื่อยไปจนถึงกลุ่มที่ 5 และผู้ที่ทำสัญญาใหม่ก็จะได้อยู่ที่กลุ่มที่ 5 ไปโดยปริยาย
5. ทั้ง 5 กลุ่มสามารถเลือกที่จะขุดเหมืองได้ก็ได้ใน 3 เหมืองที่มีอยู่ แต่ต้องเลือกเพียงเหมืองเดียวในวันนั้น
6. หลังจากทำการร่อนแร่แล้ว ต้องส่งแร่ทั้งหมดที่ได้ให้ผู้คุมเหมือง โดยแลกกับใบรับเงินที่มีตราประทับของตระกูลแร่กอบกิจเท่านั้น ใบรับเงินมีอายุ 7 วันหลังจากที่ออกให้
7. นำใบรับเงินมารับเงินได้ที่บ้านตระกูลแร่กอบกิจได้ตั้งแต่เวลา 12.00 – 17.00 น. เท่านั้น โดยมูลค่าในใบรับเงินคือมูลค่าที่หักเป็นครึ่งหนึ่งของราคาซื้อแร่แล้ว
8. ดูราคาซื้อแร่ได้ที่ป้ายประกาศหน้าบ้านตระกูลแร่กอบกิจเท่านั้น
9. ผู้ที่เสียชีวิตจากการขุดเหมืองแร่ ไม่ว่ากรณีใด ๆ ไม่ถือเป็นความผิดของตระกูลแร่กอบกิจ
กฎทั้ง 9 ข้อเข้าใจง่ายและไม่ซับซ้อน ทุกคนในหมู่บ้านต่างยอมรับและพึงพอใจกับกฎทั้ง 9 ข้อนี้
มีเพียงอุปสรรคเดียวของการทำเหมืองแร่คือฝนที่ตกแทบจะตลอดทั้งปี เพราะไม่ว่าการขุดจะดำเนินก้าวหน้าไปเท่าไหร่ก็ตาม หากมีฝนตกลงมาดินก็อาจจะถล่มและกลับสู่สภาพเดิมเหมือนไม่ได้ขุดได้ทุกเมื่อ แม้ว่าตระกูลแร่กอบกิจจะพยายามทำเพิงกั้นฝน หรือหลังคาทรงสูงคร่อมปากเหมืองก็ไม่อาจทานน้ำฝนที่หลั่งไหลมาได้
ตระกูลแร่กอบกิจรอบคอบมากถึงขนาดวางกฎข้อ 9 เอาไว้ตั้งแต่ก่อนอนุญาตให้ชาวบ้านมาขุดเหมือง และแน่นอนว่าอุบัติเหตุต่าง ๆ จากการขุดเหมืองย่อมเคยเกิดขึ้นและมีถึงขั้นเสียชีวิต
แต่ตระกูลแร่กอบกิจก็ไม่มีความผิดใด ๆ ทั้งสิ้นเนื่องเพราะกฎข้อ 9 ค้ำจุนไว้ และครอบครัวของผู้ที่เสียชีวิตก็เข้าใจดีถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ทุก ๆ วัน
ในขณะที่คนในหมู่บ้านอยู่กันอย่างผาสุก แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นและไม่มีสัญญาณเตือนมาก่อนได้อุบัติขึ้น กลุ่มขุดเหมืองแร่กลุ่มที่ 3 วันพุธเกือบทั้งหมดถูกดินฝังกลบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้และไม่มีโอกาสได้กลับมาหาครอบครัวอีกเลย
จำนวนประชากรเพศชายในหมู่บ้านลดลงกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรเพศชายทั้งหมด
ตระกูลแร่กอบกิจเสียใจกับเรื่องนี้เป็นอย่างมากและได้ออกเงินค่าทำศพให้กับทุกครอบครัวที่พบศพ และให้เงินทดแทนกับครอบครัวที่ศพสูญหาย...ทั้งที่จริง ๆ แล้วตระกูลแร่กอบกิจไม่จำเป็นต้องช่วยเหลือมากถึงเพียงนี้ก็ได้
ความมีน้ำใจ ความเอื้อเฝื้อจุนเจือของตระกูลแร่กอบกิจ เป็นที่ปลามปลื้มใจของคนในหมู่บ้านทุกคน มากถึงขนาดยกย่องให้เป็นผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านเหมืองแร่ตลอดไป
เหมืองแร่ทั้ง 3 ที่ถูกดินถล่มปิดลงนั้น ยากที่จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ ดังนั้นตระกูลแร่กอบกิจจึงตัดสินใจบูรณะเฉพาะเหมืองแร่สองแห่งที่ได้รับความเสียหายน้อยที่สุดเท่านั้น
และเหมือนเช่นเคย ตระกูลแร่กอบกิจใช้กฎ 9 ข้อเหมือนเดิมตามปกติ มีผู้ชายทำสัญญาใหม่เป็นจำนวนมาก แต่สิ่งที่ต่างออกไปจากครั้งก่อนคือความขัดแย้งภายในครอบครัวของแต่ละครอบครัวที่ไม่ยอมให้สามีของตัวเองไปเสี่ยงชีวิตในเหมืองอีกต่อไป เพราะไม่รู้ว่าแผ่นดินไหวจะเกิดอีกเมื่อไหร่
หลังจากแผ่นดินไหวได้ 2 เดือน ชาวบ้านครอบครัวหนึ่งตัดสินใจย้ายบ้านไปอยู่ใกล้ทะเลและยึดอาชีพชาวประมงหาเลี้ยงครอบครัว ชาวบ้านครอบครัวนั้นค้นพบเกาะใหม่ และตัดสินใจย้ายที่อยู่อีกครั้งไปอยู่บนเกาะที่พื้นดินอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก ถือเอาตัวเองเป็นเจ้าของเกาะ ภายหลังเกาะนั้นจึงถูกตั้งชื่อว่าเกาะนายอิน ตามชื่อของหัวหน้าครอบครัวผู้เป็นคนค้นพบ
ในขณะที่รายได้ของตระกูลแร่กอบกิจจากการทำเหมืองแร่ได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร ตระกูลแร่กอบกิจจึงตกอยู่ในภาวะที่รายจ่ายมากกว่ารายรับ คนในตระกูลจึงตัดสินใจที่จะหาแหล่งแร่แหล่งใหม่ทดแทนและเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับชาวบ้านด้วยการเปลี่ยนอัตราส่วนเป็นให้ผู้ขุด 60 ส่วนของราคาซื้อ ให้ตระกูลแร่กอบกิจ 40 ส่วนของราคาซื้อ
การปรับเปลี่ยนนี้เป็นแรงกระตุ้นให้ผู้ชายในเกาะขยันขุดเหมืองกันมากยิ่งขึ้น
ในวันที่สมาชิกคนหนึ่งในตระกูลแร่กอบกิจค้นพบแหล่งแร่แหล่งใหม่ ฝนที่ไม่ได้ตกมาตลอด 2 เดือนหลังจากแผ่นดินไหวก็บังเกิดขึ้น และคร่าชีวิตสมาชิกผู้ที่เพิ่งค้นพบแหล่งแร่คนนั้น
ฟ้าได้ผ่าลงมากลางตัวของชายวัย 37 ปี เป็นเหตุให้เสียชีวิตในทันที ชาวบ้านคนหนึ่งพบศพลอยตามน้ำมาขณะกำลังร่อนแร่ ในมือของผู้เสียชีวิตกำแท่งทองแดงที่ดัดเป็นรูปตัวแอลทั้งสองข้างแน่น
นี่ถือเป็นการเสียชีวิตของสมาชิกในตระกูลแร่กอบกิจครั้งแรกในรอบ 30 ปี
หลังจากนั้นฟ้าฝนก็แปรปรวนเหมือนเมื่อก่อน แต่แปลกกว่าตรงที่จะเกิดฟ้าผ่าขึ้นบ่อยครั้ง และบางครั้งก็รุนแรงถึงขนาดผ่ากลางต้นไม้แตกเป็นสองซีก ผ่ากลางบ้านของชาวบ้านทำให้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นอย่างฉับพลัน
ตระกูลแร่กอบกิจเรียกชาวบ้านทั้งหมดมาประชุมและลงความเห็นว่าจะต้องช่วยกันสร้างศาลบูชาเทพเจ้าแห่งสายฟ้า เพื่ออ้อนวอนขอให้ลดละการเกิดฟ้าผ่า
ศาลบูชาเทพแห่งสายฟ้าถูกสร้างเสร็จภายในหนึ่งสัปดาห์โดยความร่วมมือของคนในหมู่บ้านที่พร้อมใจกัน องค์เทพแห่งสายฟ้าหล่อขึ้นด้วยแร่ 3 ชนิดคือทองคำ ทองแดง และดีบุก ซึ่งเป็นแร่ประจำหมู่บ้านอยู่แล้ว สรีระและโครงหน้าขององค์เทพแห่งสายฟ้าสร้างเลียนแบบพระอัคนีในความเชื่อของพาร์หม และนิมนต์พระประจำหมู่บ้านมาทำการสวดเพื่อความศักดิ์สิทธิ์
จากนั้นจึงประกาศชื่อใหม่ให้หมู่บ้านเป็น หมู่บ้านสายฟ้า
เหมือนปาฏิหาริย์...หลังจากนั้นเป็นเวล 1 สัปดาห์ ฝนไม่เคยตกเลย
ว่ากันว่ามีผู้เฒ่าคนหนึ่งในหมู่บ้านหมั่นไปสักการะบูชาเทพเจ้าแห่งสายฟ้าตั้งแต่วันแรกที่สร้างเสร็จ แต่พอพ้นสับดาห์ที่ 3 ผู้เฒ่าคนนั้นเกิดล้มป่วยต้องนอนพักอยู่ในบ้านจึงไม่ได้ไปสักการะและมอบหมายให้หลานสาวอายุราว 14 ปีคนหนึ่งไปสักการะแทนตน
ระยะทางที่เด็กผู้หญิงเดินไม่สะดวกบวกกับความไม่เคยชินและความอดทนเยี่ยงผู้ชายในหมู่บ้าน ทำให้เด็กผู้หญิงเมื่อยล้าและกลับมาพร้อมคำโกหกว่าได้สักการะเรียบร้อยแล้ว
คืนนั้นเกิดพายุฝนอย่าบ้าคลั่งและทุกคนในหมู่บ้านต่างได้ยินเสียงฟ้าผ่าเพียงหนึ่งครั้ง แต่เป็นเสียงฟ้าผ่าที่ดังที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมา....
เช้าวันรุ่งขึ้น ผู้เฒ่าตื่นแต่เช้าไปที่ศาล และพบว่าเศียรขององค์เทพแห่งสายฟ้าอยู่บนพื้นห่างจากลำตัวออกไป 3 เมตร นี่คือผลของฟ้าผ่าเมื่อคืนเป็นแน่ ถึงสามารถทำให้เศียรซึ่งเป็นแร่ผสมติดกับลำตัวกระเด็นออกมาไกลได้ถึง 3 เมตร
หัวใจของผู้เฒ่าหยุดเต้นและล้มกองกระแทกเศียรขององค์เทพแห่งสายฟ้าด้วยท่าที่ไม่เป็นธรรมชาติ
หลานสาวที่รู้สึกสำนึกผิดและเกิดเป็นกังวลที่ผู้เป็นปู่ของตนยังไม่กลับมา แม้จะรู้ว่าถ้าปู่กลับมาเธอต้องถูกดุด่าและอาจจะถึงขั้นเฆียนตี ออกวิ่งไปหาผู้เฒ่าที่ศาลเทพแห่งสายฟ้าในอีก 1 ชั่วโมงหลังจากที่ผู้เฒ่าสิ้นชีวิตลง ว่ากันว่าเสียงกรีดร้องของหลานสาวที่พบศพของปู่ลั่นสะท้อนไปทั่วทั้งหมู่บ้าน เพื่อนบ้านที่อยู่ติดกับบ้านของผู้เฒ่าวิ่งตามเสียงมาที่ศาลเทพแห่งสายฟ้าและพบหลานสาวล้มตัวลงกอดปู่ ข้าง ๆ ลำตัวของผู้เฒ่าคือเศียรขององค์เทพเจ้าแห่งสายฟ้าที่หันหน้ามาทางเพื่อนบ้านคนนั้นเหมือนกับกำลังจ้องมองด้วยความโกรธแค้น
ทันทีที่เพื่อนบ้านร้องทักเด็กสาวและตกใจกับร่างไร้วิญญาณของผู้เฒ่า เด็กสาวก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำตาว่า
“หนูผิดเอง...หนูฆ่าปู่...หนูเป็นคนฆ่าปู่”
เพื่อนบ้านถึงกับตกตะลึงในคำพูดของเด็กสาว ได้แต่ยืนนิ่งอยู่นานนับนาที
edit @ 8 Nov 2007 18:44:12 by GBD : Green Brain Detective
edit @ 8 Nov 2007 19:00:06 by GBD : Green Brain Detective